ภาษาไทย

แผนที่แพร่

ข้อมูลเบื้องต้น

แผนที่แพร่ เข้าดูแผนที่

หม้อห้อมไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ลอเลื่องแพะเมืองผี คนแพร่นี้ใจงาม

แพร่เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีตำนานเล่าขานถึงความรุ่งเรืองมายาวนาน รวมทั้งยังเป็นเมืองกำเนิดของเรื่องราวแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ในวรรณคดีเรื่องลิลิตพระลอ ที่หลายคนคุ้นหูกันอย่างดีนอกจากแพร่จะเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยร่องรอยทางประวัติศาสตร์น่าเรียนรู้แล้ว ยังมีแหล่งธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ งดงามด้วยสายน้ำและผืนป่า ให้ไปเยือนได้ตลอดทั้งปีอีกด้วยจังหวัดแพร่ตั้งอยู่ทางภาคเหนือตอนบนริมฝั่งแม่น้ำยม เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 เดิมเมืองนี้เป็นนครรัฐอิสระ จนกระทั่งมีการสถาปนาอาณาจักรล้านนาขึ้น จึงถูกผนวกเป็นเมืองภายใต้การปกครองของอาณาจักรล้านนาจากหลักฐานต่างๆ ที่ค้นพบ ทำให้ทราบว่า จังหวัดแพร่มีชื่อที่ใช้เรียกกันมาหลายชื่อ เช่น “เมืองพล” เป็นชื่อที่เก่าแก่ดั้งเดิมที่สุด “เมืองโกศัย” เป็นชื่อที่ปรากฏในพงศาวดารเชียงแสน “เมืองแพล” ตามที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และ “เมืองแพร่” เป็นชื่อที่คนไทยในอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาใช้เรียกเมืองแพล แต่ได้เพี้ยนเสียงเป็น “แพร่” และใช้มาจนถึงปัจจุบันจากการสำรวจพื้นที่ต่างๆ ของจังหวัด ที่ผ่านมามีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีหลายอย่างที่ระบุว่ามีร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เช่น พบขวานหินกะเทาะและขวานหินขัด ในเขตอำเภอลองและอำเภอวังชิ้น เป็นต้น นอกจากนี้ ที่อำเภอสองยังมีประวัติเกี่ยวกับเมือง “เวียงสรอง” ที่เป็นเมืองโบราณในวรรณคดีเรื่องลิลิตพระลอ ที่รู้จักกันทั่วไปด้วยแพร่แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 8 อำเภอ เช่น อำเภอเมืองแพร่ อำเภอสูงเม่น อำเภอเด่นชัย อำเภอลอง ฯลฯ

แผนที่กูเกิ้ล


รูปภาพ


5 อันดับสถานที่

1

แพะเมืองผี

แพะเมืองผี ความสวยงามที่ธรรมชาติได้สรรค์สร้างขึ้นอย่างลงตัวจากกระแสน้ำที่กัดเซาะแก่งหิน จนปรากฏเป็นภาพประติมากรรมตามธรรมชาติที่สามารถจับต้องได้ หน้าผา เสาหิน รูปร่างแปลกตา ที่สะกดให้เราล่องลอยไปกับเมืองในจินตนาการ ทั้งปราสาทโรมันโบราณ จอมปลวกอันศักดิ์สิทธิ์ ดอกเห็ดแสนสวย หรือยอดเจดีย์แห่งศรัทธา คำว่าแพะ เป็นภาษาพื้นเมือง แปลว่า ป่าละเมาะ เมืองผี หมายถึงความเงียบเหงาวังเวง แพะเมืองผี แต่เดิมมีภาพเป็นป่าขนาดใหญ่ มีสัตว์ป่ามากมายอาศัยอยู่ ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านใช้ทำพิธีขอฝนในสมัยโบราณ ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา จนกลายเป็นป่าบนที่ราบลอนคลื่น ลักษณะเป็นเนินเตี้ย ๆ สูงๆ ต่ำ ๆ และมีเสาหินมากมายที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำ ชื่อแพะเมืองผี ฟังดูน่ากลัวและเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมานาน มีเนื้อที่มากถึง 500ไร่ นับเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวเด่นของจังหวัดแพร่ที่มีชื่อเสียงมาเนิ่นนาน ด้วยความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของแพะเมืองผี ที่เกิดจากกรวด หิน ดิน ทราย อายุประมาณ 10,000-30,000 ปีมาก่อน จับตัวกันไม่แน่นหนา และหินทรายชั้นละเอียดแต่ละชั้นก็มีความต้านทานการผุพังได้ไม่เท่ากัน เมื่อถูกกัดเซาะด้วยกระแสน้ำเป็นเวลานาน ชั้นที่มีความต้านทานน้อยก็กัดกร่อน เกิดเป็นหน้าผาสูงต่ำสลับกัน และเกิดเสาดินเป็นแท่งกระจาย ทั้งพื้นที่รูปร่างแตกต่างกัน สวยงามแปลกตา เช่น ดอกเห็ดยักษ์ หน้าผา เสาม่าน แล้วแต่จินตนาการจนได้การขนานนามว่าเป็นสถานที่แห่งความลับของดินตะกอน สำหรับใครที่หลงใหลการถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจ ภาพกำแพงหินทรายสีน้ำตาลอ่อน ตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม สวยงาม แปลกตา และที่นี่ยังมีภาพแปลก ๆ ที่น่าเก็บสะสมไว้เป็นความประทับใจจนเลือกไม่ถูก นอกจากนี้ตามรายทางก็ยังมีลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่านให้ชุ่มฉ่ำใจ หรือจะนั่งทอดอารมณ์สัมผัสกับเสียงดนตรีแห่งธรรมชาติ ฟังเสียงสายลมหวีดหวิว เพรียกหา นี่คงเป็นบทพิสูจน์ที่ว่า จินตนาการอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ จะนำพาเราไปสู่ แรงบันดาลใจที่งดงาม ทุกวันนี้ความเร้นลับของแพะเมืองผียังคงถูกนักท่องเที่ยวพยายามเข้าไปไขปริศนาของดินและทรายรูปทรงแปลกประหลาดอยู่
การเดินทาง

แพะเมืองผี อยู่ในเขตวนอุทยานแพะเมืองผี ระหว่างตำบลทุ่งโฮ่งและตำบลน้ำซำ ห่างจากตัวเมืองแพร่ประมาณ 15 กิโลเมตร จากตัวเมืองแพร่ไปตามทางหลวงหมายเลข 101 (แพร่-น่าน) ประมาณ 12 กิโลเมตรแล้วแยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 1134 บริเวณ กิโลเมตรที่ 9 จะมีทางเชื่อมต่อไปอีก 6 กิโลเมตร ก็จะถึงวนอุทยานแพะเมืองผี

2

วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี

วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรีนั้น ออกจะเป็นเรื่องแปลก และน่าอัศจรรย์ หากใครได้มาเห็นวัดพระธาตุสุโทน ที่อ.เด่นชัย จ.แพร่ แล้วมีคนบอกว่าทั้งหมดที่เห็นนี้เป็นฝีมือของเจ้าอาวาสที่อายุเพียง 30 กว่าปี ชื่อหลวงพ่อมนตรี หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าครูบาน้อย บางคนบอกว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ว่าเป็นไปได้ยังไงที่อดีตของพระรูปนี้เป็นลูกชาวนาในพื้นที่ อ.เด่นชัย เคยเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย และเรียนหนังสือแค่ชั้นประถมปีที่ 7 จากนั้นก็ต้องออกด้วยเหตุผลเพราะต้องการบวช จนถึงปี 2521( อายุ 18) ก็เริ่มก่อสร้างวัด จากนั้นอีก 17 ปี ก็แล้วเสร็จและกลายเป็นวัดที่สวยงามแห่งหนึ่งของภาคเหนือ ชนิดที่ใครมาเห็นแล้วอาจตื่นตะลึงกับความสวยงาม ว่าไม่เคยเห็นที่ใดจะอลังการเท่าวัดนี้ วัดพระธาตุสุโทน ประกอบพิธีฝังลูกนิมิตเมื่อปี 2540 โดยสมเด็จพระบรมฯเสด็จแทนพระองค์ เป็นที่ปลาบปลื้มให้กับประชาชนชาวอำเภอเด่นชัย และชาวจังหวัดแพร่เป็นอย่างยิ่ง
วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี เป็นวัดที่สวยงามตามลักษณะของสถาปัตยกรรมล้านนาแบบผสมผสาน ที่หลวงพ่อมนตรีได้จำลองรูปแบบมาจากวัดสำคัญๆของภาคเหนือ และจากประเทศอื่นได้แก่ พม่า จีน และลาว โดยเลือกเอา จุดเด่นของแต่ละแห่งมารวบรวมไว้ที่วัดนี้ เป็นการผสมผสานที่ลงตัว ทำให้มีลักษณะต่างจากวัดทั่วไป นอกจากจะนำเอาสุดยอดงานด้านพุทธศิลป์ของล้านนา ที่มีชื่อเสียงมารวมกันไว้ที่เดียวแล้ว ยังระดมช่างฝีมือชั้นยอดที่เรียกว่า”สล่า”ของภาคเหนือมาร่วมกัน ก่อสร้างจนแล้วเสร็จ โดยมีหลวงพ่อมนตรีควบคุม ออกแบบ และลงมือก่อสร้างด้วยตัวเองในส่วนที่เป็นงานชิ้นสำคัญๆ บ่อยครั้งที่มีผู้พบเห็นหลวงพ่อกำลังทำงานบนนั่งร้านหลังคาโบสถ์ หรือกำลังปั้นโครงพระพุทธรูปก่อนที่จะให้ช่างฝีมือดำเนินการต่อ ความสามารถในงานพุทธศิลป์ ได้รับการกล่าวขานจากผู้พบเห็นเป็นอันมาก แม้แต่เจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรก็เคยมาเห็น และต่างทึ่งในฝีมือเป็นอันมาก โดยเฉพาะการเขียนลวดลายต่างๆ ไม่มีต้นแบบ ไม่มีแบบร่าง เมื่อจรดดินสอบนกระดาษก็วาดลายได้ทันที ต่างกับหลักการร่างลายไทยโดยทั่วๆไป หลวงพ่อมนตรีมีความรู้ในเชิงช่างมาจากไหน และทำไมถึงเก่งขนาดนี้….. ประวัติ หลวงพ่อมนตรี เดิมชื่อเด็กชายมนตรี บุญมี เกิด พ.ศ. 2503 มีความสนใจ พุทธศาสนา และสนใจงานปั้นมาแต่เด็ก ชอบปั้นพระมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เมื่ออายุได้ 9 ปี เคยปั้นพระหน้าตักกว้าง 3 ศอก ไว้กลางทุ่งนาแถวบ้านป่าหวาย อ.เด่นชัย โดยใช้เวลาปั้นแค่วันเดียว เมื่อบวชเรียนก็ศึกษางานปั้นจากช่างอาวุโส ที่สอนหล่อพระหล่อระฆัง จากคุณตาหมื่น บุญยเวทย์ วัย 85 และคุณตาอยู่คะณา วัย 80 ปี จากบ้านเตว็จ จังหวัดสุโขทัย จากนั้นก็ได้รับการถ่ายทอดการ ปั้นพระและสร้างวิหาร จากครูบาคัมภีระปัญญา วัดเฟือยลุง จ.น่าน การสร้างวัด หลวงพ่อมนตรี ได้นำเอาจุดเด่นของวัดหลายแห่งมาประยุกต์ไว้ที่วัดนี้ จากการ ได้ตระเวนตามวัดต่างๆทางภาคเหนือและดินแดนล้านนาในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน เมืองเชียงตุง พม่า และจากประเทศลาว เพื่อศึกษารูปแบบของ ศิลปะล้านนาที่บรรพบุรุษได้สรรสร้างไว้ ทั้งงานปั้น งานแกะสลัก รวมทั้ง จิตกรรมฝาผนัง พร้อมกันนี้ก็ได้เสาะหาช่างฝีมือเอกของล้านนามาร่วมงาน สร้างวัดพระธาตุสุโทน บนที่ดิน 25 ไร่ ของดอยม่อนทองที่ได้รับการบริจาคจากชาวบ้าน ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ปลูกฝ้ายมาก่อน สุดยอดของศิลปะล้านนาจำนวนถึง11 แห่ง ที่นำมาประยุกต์สร้างโบสถ์วิหาร และสิ่งปลูกสร้างต่างๆภายในวัดพระธาตุสุโทน ได้แก่ ซุ้มประตูด้านหน้าโบสถ์ – จากวัดพระธาตุลำปางหลวง ซุ้มประตูด้านตะวันออก – จากวัดพระธาตุดอยสุเทพ ซุ้มประตูด้านตะวันตก – จากวัดพระธาตุหลวงเวียงจันทร์ซึ่งวัดนี้สร้าง จากช่างฝีมือเชียงใหม่ที่พระเจ้าชัยเชษฐาธิราชแห่งลาวเป็นผู้นำไปสร้าง ฐานพระอุโบสถรูปซิกแซก – จากวังประทับพระยามังราย จ.เชียงราย ประตูและหน้าต่างลวดลายแกะสลัก –จากวิหารลายคำวัดพระสิงห์ เชียงใหม่ ปั้นลมลวดลายเก่าศิลปะทางเหนือ- จากวัดต้นเกวน อ.สเมิง เชียงใหม่ นาค 7 เศียร แบบขอม / นางอัปสรปูนปั้น – จากวัดเจ็ดยอด เชียงใหม่ หอไตร – จากวัดพระสิงห์ เชียงใหม่ หอระฆัง – จากวัดพระธาตุหริภูญชัย กุฏิหลังใหญ่สร้างจากไม้สักทอง- บ้านไทยสิบสองปันนาประเทศจีน และพระบรมธาตุ 30 ทัส ศิลปะเชียงแสน – จากวัดพระธาตุนอ(หน่อ) ของพระชนกพระเจ้าเม็งรายมหาราช จากแคว้นสิบสองปันนานั่นเอง
สำหรับการเดินทางวัดอยู่ติดถนนทางหลวงหมายเลข 101 ห่างจากตัวอำเภอเด่นชัยเพียง 3 กิโลเมตรเท่านั้น

3

วัดพระธาตุช่อแฮ

วัดพระธาตุช่อแฮ พระอารามหลวง เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองจังหวัดแพร่ และเป็นวัดพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีขาล ตั้งอยู่เลขที่ 1 หมู่ที่ 11 ถนนช่อแฮ ตำบลช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ บนเนื้อที่ 175 ไร่ บุคคลใดที่มาเที่ยวจังหวัดแพร่แล้วจะต้องมานมัสการพระธาตุช่อแฮ เพื่อเป็นสิริมงคลกับตนเอง จนมีคำกล่าวว่า ถ้ามาเที่ยวจังหวัดแพร่ แต่ไม่ได้มานมัสการพระธาตุช่อแฮเหมือนไม่ได้มาจังหวัดแพร่

การเดินทางมาเที่ยววัดพระธาตุช่อแฮ ถนนสายหลัก คือ ถนนช่อแฮ เริ่มตั้งแต่สี่แยกบ้านทุ่ง อำเภอเมืองแพร่ ซึ่งเป็นสี่แยกใจกลางเมืองแพร่ เข้าสู่ถนนช่อแฮ และตรงไปตามถนนช่อแฮ ผ่านโรงพยาบาลแพร่ สนามบินจังหวัดแพร่ หมู่บ้านเหล่า หมู่บ้านนาจักร หมู่บ้านแต (กวีรัตน์) หมู่บ้านมุ้ง สถานที่ตั้งของวัดพระธาตุช่อแฮอยู่ในบริเวณเขตเทศบาลตำบลช่อแฮ ด้วยระยะทาง 9 กิโลเมตร จากตัวเมืองจังหวัดแพร่

4

แก่งเสือเต้น

เขื่อนแก่งเสือเต้น เป็นโครงการก่อสร้างเขื่อนปิดกั้นแม่น้ำยมที่อำเภอสอง จังหวัดแพร่ เพื่อกักเก็บน้ำไว้เพื่อประโยชน์ด้านการเกษตรในเขตลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าจะช่วยป้องกันปัญหาอุทกภัยซ้ำซากในพื้นที่ดังกล่าวได้ แต่ชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน องค์กรนอกภาครัฐ (NGO) และองค์กรภาคประชาชน ได้ออกมาคัดค้าน เพราะเห็นว่าเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ซึ่งยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ และตั้งคำถามถึงความสามารถของเขื่อนในการป้องกันปัญหาอุทกภัย ตลอดจนความเสี่ยงต่อพื้นที่ของเขื่อนซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ที่มีรอยเลื่อนมีพลังพาดผ่าน

5

คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่

คุ้มเจ้าหลวงฯต่างจากเรือนเก่าส่วนใหญ่ในเมืองแพร่ เพราะไม่ได้เป็นเรือนไม้หากแต่เป็นอาคารก่ออิฐ ถือปูน 2 ชั้น มีประตูหน้าต่าง 72 บานตกแต่งด้วยลายฉลุสวยงามทั้งภายนอก ภายใน อาคารหลังนี้ไม่มีการฝังเสาเข็มแต่ใช้ไม้ซุงเป็นท่อนวางเรียงเป็นฐานรากแทน

ในปี พ.ศ. 2501 คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่เคยเป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เมื่อคราวเสด็จเยี่ยมราษฎรในจังหวัดแพร่ ส่วนในปี พ.ศ. 2536 ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ และรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นในปี พ.ศ. 2540

ปัจจุบันคุ้มเจ้าหลวงจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองแพร่ แบ่งพื้นที่เป็นห้องต่างๆ อาทิ ห้องพิริยภูมิศิลป์ นำเสนอมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น) ห้องพิริยทัศนา นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดแพร่ ห้องพิริยสวามิภักดิ์ เป็นห้องเทิดพระเกียรติ ห้องพิริยอาลัยนำเสนอประวัติเจ้าหลวง
นอกจากนี้ยังมีพื้นที่อีกหนึ่งส่วนที่น่าสนใจและแปลกกว่าอาคารไหนๆนั่นก็คือ ส่วนคุมขังนักโทษหรือคุกในชั้นใต้ดิน ที่แบ่งเป็นคุกปีกซ้ายและปีกขวาเป็นห้องมีแสงส่องบ้าง เอาไว้คุมขังผู้ที่ทำความผิดสถานเบา(ลหุโทษ) โดยที่คุกปีกขวามี”ตูบผี” ช่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กที่เอาไว้หย่อนอาหารให้นักโทษด้วย ส่วนผู้ที่ทำผิดร้ายแรง ผิดสถานหนักจะถูกคุมขังในคุกมืดที่ห้องกลาง

สำหรับการเข้าชมในคุกใต้ดินนั้น เขามีเคล็ดอยู่ว่า อย่าเดินหน้าหันหน้าเข้าคุกแต่ให้เดินถอยหลังเข้าคุกแทน ส่วนตอนออกก็เดินหน้าออกมาอย่าหันหลังไปมองคุก เพราะอาจจะทำให้ต้องโทษเข้าคุกในอนาคตได้

ส่วนบรรยากาศในคุกยามที่”ตะลอนเที่ยว” ลงไปเดินชมนั้นวังเวง ชวนขนลุกไม่น้อย แต่นี่ไยมิใช่เป็นอีกหนึ่งมนต์เสน่ห์แห่งเรือนเก่าในเมืองแพร่ ที่เราคงต้องตามดูกันต่อไปว่า บรรดาอาคารบ้านเรือนเก่าต่างๆในเมืองแพร่ รวมถึงที่อื่นๆทั่วฟ้าเมืองไทยจะได้รับความสนใจ คงสภาพ และยืนหยัดต้านการรื้อทำลายได้มากน้อยแค่ไหน

ที่พัก



ติดตาม & แชร์