Chiangrai60

แผนที่ จ.เชียงราย 2560

แผนที่เชียงราย เข้าดูแผนที่

Map-ChiangRai 2559-2

ประวัติเบื้องต้น

ประวัติวัดร่องขุ่น
เมื่อประมาณ ๑๑๗ ปี (พ.ศ. ๒๔๓๐) ตรงกับสมัยปลายรัชกาลที่ ๖ มีชาวบ้านเข้ามาจับจองที่ดินทำไร่นาบริเวณบ้านร่องขุ่นในปัจจุบันเพียงไม่กี่หลังคาเรือน โดยอาศัยลำน้ำสายเล็กๆ ที่ไหลลงสู่แม่น้ำแม่ลาวซึ่งมีลักษณะสีขุ่นเลี้ยงชีพชาวบ้านจึงเรียกกันติดปากว่า “บ้านฮ่องขุ่น” หรือบ้านร่องขุ่น ในภาษากลางมาโดยตลอดหลังขุนอุดมกิจ เกษมราษฎร์ นำครอบครัวญาติมิตรเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านจนเพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่า ๕๐ หลังคาเรือน ท่านจึงได้ดำริที่จะสร้างสำนักสงฆ์ขึ้นภายในหมู่บ้าน เพื่อจะได้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชุมชนวัดร่องขุ่นจึงถือกำเนิดครั้งแรก ณ ริมฝั่งน้ำแม่ลาวด้านทิศตะวันตกใกล้กับลำน้ำแม่มอญ ซึ่งอยู่เลยลำน้ำร่องขุ่นไปทางทิศใต้ประมาณ ๕๐๐ เมตร คณะศรัทธาได้ร่วมใจกันสร้างศาลาและกุฏิเป็นเรือนไม้แบบง่ายๆ เพื่อใช้ประกอบศาสนกิจ โดยชาวบ้านได้ไปอาราธนานิมนต์พระทองสุข บาวิน จากวัดสันทรายน้อย หมู่ ๑๓ มาเป็นเจ้าอาวาส
ต่อมาเกิดน้ำเซาะตลิ่งพังจนไม่สามารถรักษาศาสนสถานไว้ได้
มาจนถึงสมัยของคุณพ่อหมี แก้วเลื่อมใส เป็นผู้นำชุมชน ได้ร่วมกันกับ
ชาวบ้านย้ายวัดมาตั้งอยู่ในบริเวณหัวนาของท่าน ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนด้านทิศตะวันตกติดกับลำน้ำร่องขุ่น จากนั้นไม่นานพระทองสุข
ได้ย้ายออกจากวัด จึงเหลือเพียงสามเณร ๓ รูป ในจำนวนนี้มีสามเณรทา ดีวรัตน์ ได้ลาสิกขาออกมาเป็นฆราวาส นายทาเป็นผู้ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ จึงได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน และสุดท้ายได้เป็นกำนันประจำตำบลบัวสลี (กำนันคนแรกของหมู่บ้านร่องขุ่น)กำนันทา ดีวรัตน์ เห็นว่าหมู่บ้านเริ่มใหญ่ขึ้น ผู้คนมากหลาย วัดวาคับแคบ อีกทั้งเป็นที่ลุ่มใกล้ลำน้ำ เมื่อถึงฤดูน้ำหลากสร้างความ
เดือดร้อนให้กับชาวบ้าน กำนันและคณะศรัทธาจึงได้ทำการย้ายวัดมา
ตั้งอยู่บนที่ดินในปัจจุบันนี้ โดยนางบัวแก้ว ภรรยากำนันทา เป็นผู้ยกที่ดินให้สร้างวัดจำนวน ๔ ไร่เศษ คณะศรัทธาได้ร่วมกันสร้างศาลา
เรือนไม้ ๑ หลัง เมื่อแล้วเสร็จจึงร่วมกันเดินทางไปอาราธนานิมนต์
พระดวงรส อาภากโร จากวัดมุงเมือง อำเภอเมือง มาเป็นเจ้าอาวาส
โดยมีพระครูพุทธิสาระเวที เป็นผู้แนะนำในยุคสมัยพระดวงรส
อาภากโร เป็นเจ้าอาวาส วัดเจริญรุ่งเรืองมาก มีพระจำพรรษาถึง
๔ รูป สามเณรร่วม ๑๐ รูป แม่ชี ๒ คน กาลเวลาล่วงไปหลายพรรษา พระดวงรสได้ย้ายไปอยู่วัดอื่น ทำให้วัดร่องขุ่นขาดผู้นำ
คณะสงฆ์ คณะศรัทธาจึงได้ร่วมกันเดินทางไปพบเจ้าคณะอำเภอ
เพื่อขอพระภิกษุมาเป็นเจ้าอาวาส ท่านเจ้าคณะอำเภอได้ส่งพระอินตา
มาอยู่จำพรรษา แต่อยู่ได้เพียงพรรษาเดียว พระอินตาก็ย้ายออกไปอยู่วัดอื่น คณะศรัทธาชาวบ้านจึงได้เดินทางไปวัดสันทรายน้อย
อีกครั้ง เพื่อขออาราธนานิมนต์พระไสว ชาคโร มาเป็นเจ้าอาวาส
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ถึงปัจจุบันพระไสว ชาคโร เป็นพระที่คณะศรัทธา
ในหมู่บ้านและต่างแดนเลื่อมใสมาก ท่านได้สร้างอุโบสถใน
ปี ๒๕๐๗ ต่อมา พระไสว กำนันเป็งไชยลังกา พร้อมคณะศรัทธาไปอาราธนาพระหินโบราณจากหมู่บ้านหนองสระ อำเภอแม่ใจ มาเป็นพระประธานในอุโบสถปี ๒๕๒๐ ได้รับวิสุงคสีมาปี ๒๕๒๙ ได้บูรณะซ่อมแซมกำแพงวัด ปี ๒๕๓๓ สร้างหอฉันและซุ้มประตูวัดด้านข้าง
ขณะที่วัดร่องขุ่นเจริญรุ่งเรืองด้วยคณะศรัทธาชาวไทยและ
ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน และบ้างก็แยกย้ายกันออกไปอยู่ต่างถิ่น
เมื่อร่ำรวยแล้วก็หวนกลับมาช่วยกันทำนุบำรุงรักษาวัดตามอัตภาพ
ทั้งยังมีคณะศรัทธาต่างถิ่นที่เลื่อมใสศรัทธาในพระไสวเป็น
จำนวนมาก ได้เดินทางมาร่วมทำบุญในการก่อสร้างศาสนสถานจนแล้วเสร็จทั้งหมด ด้วยความเป็นพระนักพัฒนา ปี พ.ศ. ๒๕๓๗
พระไสวได้รับแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูชาคริยานุยุตในปี ๒๕๓๘ พระครูชาคริยานุยุตได้ทำการก่อสร้างศาลาอบสมุนไพรขึ้น เพื่อหวังให้การบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ของวัด
เพื่อสังคม แต่ท่านได้อาพาธด้วยโรคอัมพฤกษ์และอัมพาตเสียก่อน
จึงล้มเลิกโครงการไป ในปีเดียวกันนี้คณะศรัทธาวัดร่องขุ่นมี
ความเห็นว่าอุโบสถที่สร้างมาร่วม ๓๘ ปี อยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก ใช้ทำสังฆกรรมไม่ได้ กลับเป็นที่อยู่ของค้างคาวฝูงใหญ่ จึงคิดจะสร้างอุโบสถหลังใหม่ขึ้น ดังนั้น เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๓๘ จึงได้ทำพิธีรื้อถอนอุโบสถ และประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ในการก่อสร้าง
เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ ได้เริ่ม
ลงมือก่อสร้างอุโบสถหลังปัจจุบัน แต่เสร็จเพียงแค่โครงสร้างตัวอุโบสถองค์กลางเท่านั้น ปัจจัยของวัดเริ่มขาดแคลนเพราะภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในปี ๒๕๔๐ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จิตรกรผู้มีชื่อเสียงระดับชาติ ซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขคนบ้านร่องขุ่นโดยกำเนิด ได้ปวารณาตนเข้ามาสานต่อเพื่อสร้างอุโบสถถวายเป็นพุทธบูชาหวังให้เป็น “งานศิลป์เพื่อแผ่นดิน” ด้วยปัจจัยของท่านเอง
โดยพระครูชาคริยานุยุต และคณะศรัทธาชาวบ้านไม่ต้องลำบากในการหาเงินมาสร้างวัดในภาวะเศรษฐกิจของชาติที่กำลังตกต่ำอาจารย์เฉลิมชัยได้เข้ามาทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมแบบแปลน
ตามปรารถนาของท่าน
อาจารย์เฉลิมชัย ได้รับอนุญาตจากท่านเจ้าอาวาส และคณะศรัทธาชาวบ้านให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในวัดร่องขุ่นทุกหลังไม่ว่าจะเป็นศาลา กุฏิพระ หอฉัน ศาลาอบสมุนไพร ซุ้มประตูทางเข้าวัดประปาหมู่บ้าน และกำแพงวัด เพื่อปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม
จากที่ดินเดิมของวัด ๔ ไร่ ๓ งาน ๙๖.๓ ตารางวา อาจารย์ท่าน
ได้ซื้อที่ดินเพิ่มเป็น ๗๐ ไร่ ๒ งาน ๕๕.๘ ตารางวา เพื่อขยายวัดร่องขุ่น
ให้งดงามอลังการด้วยมวลหมู่สถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัยที่วิจิตรพิสดาร ซึ่งประกอบไปด้วย อุโบสถ หอพระธาตุ สะพานสุขาวดี
หอพระพุทธรูป กุฏิพระ หอชำระกาย หอธรรมหลวง เมรุ ศาลาประกอบพิธี หอพระพิฆเนศ หอศิลป์ อาคารจำหน่ายของที่ระลึก ห้องน้ำทอง ห้องน้ำสากล ซุ้มประตูหลวง อาคารรับรองอเนกประสงค์ และพื้นที่จอดรถกว่า ๕๐๐ คัน
ท่านอาจารย์เฉลิมชัย ได้ตั้งจิตอธิษฐานขอถวายตนรับใช้พระพุทธศาสนาตั้งแต่อายุได้ ๔๒ ปี (พ.ศ. ๒๕๔๐) ท่านอุทิศตนหาเงินสร้างวัดร่องขุ่นด้วยตนเอง พร้อมประกาศไม่ขอรับเงินบริจาคจากใคร ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน
บัดนี้ ปี พ.ศ. ๒๕๕๘ อาจารย์เฉลิมชัยมีอายุ ๖๐ ปี สิบแปดปี
ผ่านไปกับการอุทิศตน ด้วยความวิริยอุตสาหะ พากเพียร อดทนของท่าน ทำให้วัดร่องขุ่นที่ไม่มีใครรู้จัก กลายเป็นวัดสีขาว ที่โด่งดังไป
ทั่วโลก เป็นที่เชิดหน้าชูตาแก่จังหวัดเชียงราย และประเทศชาติ
อาจารย์เฉลิมชัยท่านพูดเสมอว่าท่านต้องการที่จะเป็นตัวอย่างของคนดีที่สุดคนหนึ่งของประเทศ ที่อุทิศชีวิตเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกให้แก่ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
และมวลมนุษยชาติของโลกอันเป็นที่รักยิ่งของท่านไปจวบจนสิ้น
ลมหายใจ ณ วัดร่องขุ่นแห่งนี้
เรียบเรียงโดยอาจารย์ดอน ชัยรัตน์
(อดีตรองประธานกรรมการวัดร่องขุ่น)

******************

白庙历史

大约公元一八六〇年拉玛六世在位时期,少数村民到现今的隆坤村定居,以耕作为生。由于所倚赖的佬河小支流颜色浑浊,因此一直以来村民习惯将村庄称为“万丰坤”或是“万隆坤”。当坤乌隆基•甘随拉带领亲朋好友到此定居之后,当地住户增加了五十多户。他计划在村庄里修建佛寺作为村民的精神寄托地,于是白庙就建在了湄孟河附近的佬河西河畔,即隆坤河往南五百米处。众教徒同心协力修建了用于进行宗教活动的简易木制佛阁与僧舍,村民们还到十三村的善塞奈寺恭请通素•巴威长老到白庙任住持。后来河水不断侵蚀河畔,因此河畔便不宜再成为宗教场所,于是当地村民领袖昆帕迷•交棱塞与村民们一同将佛寺迁到他自家农田附近,即马路对面的西边临隆坤河一带。不久之后,通素•巴威长老转去了其他寺庙,寺内因此只剩下三名沙弥,其中一位名为铊•理哇叻的沙弥回家修行,成为居士,得到当地村民景仰爱戴,被选为村长,最后成为磨沙廉镇镇长(第一位来自隆坤村的镇长)。铊镇长看到村庄不断扩大,村民越来越多,寺庙也显得日趋狭小,而且寺庙位于河畔的低洼处,每到河水泛滥之时,总是让当地村民烦恼不已,于是镇长与众教徒把佛寺迁移到了现今所在的位置。铊镇长的夫人磨娇女士捐献了十亩多的土地用于修建寺庙,众教徒便合力修建了
一座木制佛阁。木佛阁落成后,众人便到清莱市牡孟寺恭请由菩缇沙拉威缇长老推荐的东罗•阿帕捞长老到白庙任住持。东罗长老担任住持期间,佛寺香火鼎盛,有四名和尚、十名沙弥、两名尼姑在此修行。数年飞逝,东罗长老转去了其他寺庙,白庙因此无住持,僧团与众教徒敬请县僧长派一位和尚到白庙任住持,县僧长指派因达长老到白庙任住持,但因达长老只待了一年就转到其他寺庙去了,众教徒再次来到善塞奈寺恭请沙威•差咖罗长老到白庙任住持。自公元一九五六年至今,国内外众教徒皆景仰沙威•差咖罗长老。沙威长老在一九六四年修建了大雄宝殿,之后他与冰•筛郎嘎镇长、众教徒一齐到夜之县农沙村请一尊古石佛像到新建的大雄宝殿作为主佛。一九七七年白庙获皇室御赐大殿标志,一九八六年寺庙重修围墙,一九九〇年则修建僧堂和寺庙侧门。白庙因当地泰籍与中国籍教徒的朝圣而日益兴盛,一些在外居住的教徒们,也包括了众多景仰沙威长老的教徒,事业有成后都回来为白庙的建设捐钱出力,直寺内所有建筑修建完毕。由于沙威长老是位有发展眼光的高僧,一九九四年沙威长老荣获皇室赐予“差基亚努乌法师”称号,一九九五年差基亚努乌法师修建药浴轩,用于治疗瘾君子,这是白庙为回报社会而立的一个大项目。但差基亚努乌法师却在此时生病瘫痪,项目因此中止。同年白庙众教徒看到已建成了近三十八年的大雄宝殿过于破旧,不再适于做法事,还成为了大群蝙蝠的巢穴,于是打算新建一座大雄宝殿,因此于一九九五年六月三日举行法事拆除旧大雄宝殿,同年十一月二十六日举行新殿奠基仪式。一九九六年二月三日开始修建现今的大雄宝殿,但刚建好大殿的中间部分,白庙就受到一九九七年经济危机的影响而资金短缺。出生于隆坤村的著名国家级艺术家许龙才大师,毛遂自荐接下后续修筑大殿的工作,自费创作“国家的艺术品”,希望藉此善举敬奉佛祖。而差基亚努乌法师与众教徒不用再在经济危机时期四处筹资修建大殿了,许龙才大师则可以依据自己的设想修改大殿的设计图。
许龙才大师征得住持与众教徒的同意,为了美观而拆除掉寺内所有建筑物,不管是佛阁、僧舍、僧堂、药浴轩、寺庙入口,还是村庄自来水供水系统和寺庙围墙。
白庙原本土地面积为七千九百八十五点二平方米,为了扩建寺庙,许龙才大师买下土地赠予白庙,使之面积扩大为十一万三千〇二十三点二平方米。许龙才大师将当代泰国建筑以新奇华丽的形式呈现,使白庙愈加美轮美奂,其中包括 佛堂,佛陀舍利塔,苏卡瓦帝桥,佛陀高塔,艺术画廊, 纪念商品馆, 入口,洁净塔,黄金洗手间,公共广播塔,许原池/井,佛法大厅,火葬场大厅,火葬场,和尚公馆,佛法花园,洗手间,钟楼,甘尼萨展览馆,甘尼萨大堂,制模广房,黄金洗手间和停车场。许龙才大师从他四十二岁开始(即一九九七年)就发誓要为佛教奉献身心,他为修建白庙而四处筹备资金,同时声明不愿接受任何政府或私人的捐款。
现在是二〇一六年,许龙才大师已经六十二花甲,他奉献了整整二十年。经过他的努力,白庙由以前的默默无闻到现在的无人不知、无人不晓,已然是泰国和清莱府的骄傲。许龙才大师总是说他想要成为一个将所创作的世界级伟大艺术作品献于热爱的祖国、景仰的佛教、尊重的国王和爱戴的世人的最佳榜样,直到他的呼吸在白庙里停止的那一刻。
由端•猜叻先生编辑
(前白庙委员会副主席)
创作白庙的动力来源

แผนที่กูลเกิ้ล

ที่กิน

ที่พัก

ธุรกิจทั่วไป

สถานที่เที่ยว

%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%87ดอยตุง

เชียงราย อารยนครอายุกว่า 700 ปี มีมนต์เสน่ห์ล้ำลึกของวัฒนธรรมล้านนา กลมกลืนกันอยู่ในโอบล้อมของผืนป่า ที่เริ่มคืนความเขียวชอุ่มภายหลังเกิดโครงการพัฒนาดอยตุงฯ กว่า 30 ปีที่ผ่านมาด้วยพระบารมีของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ชาวเขาและชาวพื้นราบในบริเวณรายรอบดอยตุง ยอดสูงสุดของดอยนางนอน พรมแดนไทย-พม่า ได้เปลี่ยนวิถีจากการปลูกและเสพฝิ่น ถางป่าตัดไม้ และทำไร่เลื่อนลอย หันมาทำเกษตร ปลูกพืชผักเมืองหนาว ทำไร่กาแฟและแมคคาเดเมีย สร้างผลงานเย็บปักถักทอที่เชื่อมต่อวัตถุดิบพื้นถิ่น และหัตถศิลป์พื้นเมืองสู่การใช้งานในชีวิตประจำวันแบบสากล ในขณะที่กลุ่มชน 30 ชาติพันธุ์ ยังคงอาศัยอยู่อย่างสงบ ตามไหล่เขาและบนดอยสูง แนบแน่นอยู่กับประเพณีดั้งเดิมของตน โดยไม่ถูกวัฒนธรรมเมืองกลืนกิน

รำลึกถึง “แม่ฟ้าหลวง” ณ หอพระราชประวัติ เรียนรู้ปรัชญาในการดำรงพระชนม์ชีพ ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ผู้ทรงให้ชีวิตใหม่แก่ดอยตุง ราษฎรพากันขานพระนามพระองค์ว่า “แม่ฟ้าหลวง” นิทรรศการจัดแสดงด้วยเทคนิคทันสมัยน่าตื่นใจและสะเทือนอารมณ์นับแต่เสด็จสู่สวรรคาลัย ก่อนจะย้อนกลับไปยังช่วงต้นของพระชนม์ชีพ แรกพบสมเด็จพรบรมราชชนก พระราชพิธีอภิเษกสมรส ทรงร่วมใช้ชีวิตที่ประเทศอังกฤษ เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา ทรงอภิบาลพระประมุขของชาวไทย 2 พระองค์ พร้อมสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงงานด้านการศึกษา ศาสนา สาธารณสุข สาธารณกุศล และทรงได้รับยกย่องจากยูเนสโกเป็นบุคคลดีเด่นแห่งศตวรรษที่ 20

เพลินชมพระตำหนักดอยตุง เรือนไม้ 2 ชั้นบนเนินต่างระดับ สถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างบ้านปีกไม้ ศิลปะล้านนา กับชาเลต์แบบสวิส (Swiss Chalet)สามารถมองเห็นทิวทัศน์เทือกเขาสลับซับซ้อน กลางห้องเป็นที่ประดิษฐานพระฉายาลักษณ์เพื่อผู้มาเยือนได้สักการะ    เพดานดาวเป็นภาพระบบสุริยะและกลุ่มดวงดาวอยู่ในตำแหน่งเดียวกับที่เคยปรากฏ ณ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2443 วันพระราชสมภพ  รอบพระตำหนักประดับด้วยไม้ดอกนานาพันธุ์ สามารถชมห้องบรรทมและห้องทรงงานที่สะท้อนพระราชจริยวัตรอันงดงามเรียบง่าย

เดินชมดงกุหลาบพันปี ณ สวนรุกขชาติดอยช้างมูบ สงบสุขในเส้นทางธรรมชาติที่แวดล้อมด้วยกลิ่นไม้สน เข้าสู่ดงกุหลาบพันปีนานาพันธุ์ แล้วแวะชม ธารน้ำพระทัย ธารน้ำผุดที่รินไหลสู่เบื้องล่าง

รื่นรมย์ชมไม้เมืองหนาว ณ สวนแม่ฟ้าหลวง ละลานตาด้วยแปลงไม้ดอก และไม้พุ่มจากทุกมุมโลก หมุนเวียนกันเบ่งบานตลอดปี สวยสดราวผืนพรมธรรมชาติที่แปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ชมสวนหิน สวนน้ำพุ น้ำผุด ที่จะปรับเปลี่ยนไปทุกปีในช่วงงานห่มหนาว ราวเดือนตุลาคมถึงเมษายน
เยือนหมู่บ้านชาวเขา ชมวิถีชีวิตชาวเขาเผ่าอาข่า (อีก้อ) ลาฮู่ (มูเซอ) ไทยใหญ่ (ฉาน) และจีนอพยพ ที่ยังคงรักษาพิธีกรรมเก่าแก่ไว้ได้ในพื้นที่รำรวยอารยธรรมชนเผ่าซึ่งหาได้ยากในปัจจุบัน
งานฝีมือจากดอยตุงสู่ตลาดโลก ณ ศูนย์งานฝีมือ ศูนย์ผลิตและจำหน่ายงานมือ มีสินค้าดีไซน์เฉพาะ เหมาะสำหรับผู้พิถีพิถันเลือกสินค้า นับแต่ผ้าทอมือ พรมทอมือ ผลิตภัณฑ์กระดาษสา งานปั้นและเครื่องเคลือบดินเผา ไปจนถึงกาแฟดอยตุง และแมคคาเดเมีย และผลิตภัณฑ์ที่ดอยตุงได้รับตราสินค้า UNODC (United Nations Office on Drugs and Crime) เป็นสินค้าสื่อความหมายยับยั้งยาเสพติด และบรรเทาความยากจน ตราสัญลักษณ์ผลิตภัณฑ์โครงการที่ดอยตุงได้รับ แสดงถึงความสำเร็จในการพัฒนาแบบยั่งยืน สามารถบรรเทาปัญหาความยากจน และยุติกระบวนการผลิตยาเสพติด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โครงการพัฒนาดอยตุง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย 
โทร : 053-767015-7
เว็บไซต์ www.doitung.org

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99วัดร่องขุ่น

ออกแบบและสร้างโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินที่มีชื่อเสียงของไทย สร้างขึ้นด้วยแรงปณิธานที่มุ่งมั่น รังสรรค์งานศิลปะที่งดงามแปลก ตาผสานวัฒนะธรรมล้านนาอย่างกลมกลืน ทั้งลวดลายปูนปั้นประดับกระจกและจิตรกรรรมฝาผนังขนาดใหญ่ ลักษณะเด่นของ วัดคือ พระอุโบสถถูกแต่งด้วยลวดลายกระจกสีเงินแวววาวเป็นเชิงชั้นลดหลั่นกันไป หน้าบันประดับด้วยพญานา วัคมีงวงงาดูแปลกตาน่าสนใจมาก ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถเป็นฝีมือภาพเขียนของ อาจารย์เอง

วัดร่องขุ่น เป็นวัดที่มีความสวยงามโดดเด่นต่างจากวัดอื่นๆ ด้วยฝีมือการออกแบบ และก่อสร้างของ อ. เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินชื่อดัง เพื่อเป็นวัดประจำบ้านเกิด สร้างโดยจินตนาการของอาจารย์ จัดเป็นงานพุทธศิลป์ที่ยิ่งใหญ่ และงดงามน่าแวะชมมากแห่งหนึ่ง อ. เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ มีแรงบันดาลใจในการสร้างวัดแห่งนี้อยู่ 3 ประการ คือ เพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งอาจารย์บอกว่า จึงตั้งความปรารถนาที่จะถวายชีวิต ใช้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของตนเอง สร้างงานพุทธศิลป์ เพื่อเป็นงานประจำรัชกาลของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ได้ และจะถวายชีวิตไปจนตายคาวัด” (จากเอกสารของวัดร่องขุ่น) ความงดงามของวัดแห่งนี้อยู่ที่ “โบสถ์” เพราะอาจารย์อยากจะเนรมิตวัดให้เหมือนเมืองสวรรค์ เป็นวิมานบนดินที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ โบสถ์ เปรียบเหมือนบ้านของพระพุทธเจ้า สีขาว แทนพระบริสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า กระจกขาว หมายถึง พระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้าที่เปล่งประกายไปทั่วโลกมนุษย์ และจักรวาล

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 6.30 – 18.00 น.
โทร :053-673579

%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2

วนอุทยานภูชี้ฟ้า

ประวัติ ภูชี้ฟ้า เป็นส่วนหนึ่งของเทือกดอยผาหม่น ที่เป็นพรมแดนไทย-ลาว ด้าน จ.เชียงราย-พะเยา ลักษณะเป็นหน้าผาหินตั้ง อยู่บนเส้นกั้นพรมแดนพอดี ในอดีต เป็นพื้นที่เคลื่อนไหวของ พคท. ด้วยสภาพภูมิประเทศที่สูงชัน จึงเป็นฐานที่มั่นที่สำคัญ ชาวลาวและชาวไทย ในพื้นที่เรียกผาหินที่ชี้เหยียดตรงขึ้นไปบนฟ้าว่าภูฟ้า เมื่อปัญหาด้านความมั่นคงคลี่คลาย มีการตัดถนนขนานแนวชายแดน ไทย-ลาว จากบ้านผาตั้ง ภูชี้ฟ้า ไปถึง อ.เชียงคำ ภูชี้ฟ้าจึงเริ่มเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว ตั้งแต่ปี พ.ศ.2534 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม บนยอดภูชี้ฟ้า เป็นจุดที่ยื่นจากแนวเขตพรมแดน จึงไม่สามารถระบุชัดได้ว่า อยู่ในเขตไทยหรือลาว แต่ทางขึ้นสู่ยอดภูชี้ฟ้านั้นอยู่ในเขตไทย เคยมีการปักธงชาติไทยบนปลายสุดของหน้าผา แต่ในวันถัดมา ทหารลาวก็จะนำธงลาวมาปักเคียงคู่กันด้วย ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย จึงห้ามนักท่องเที่ยวพักแรมบนภูชี้ฟ้า

วนอุทยานภูชี้ฟ้าอยู่ในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ หรือพื้นที่ป่าโซน C ตามแผนที่ ZONING เนื้อที่ที่สำรวจและเห็นควรจัดตั้งเป็นวนอุทยาน ประมาณ 2,500 ไร่ โดยกรมป่าไม้ได้มีคำสั่งจัดตั้งเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2541 มีอาณาเขตติดต่อดังนี้
– ทิศเหนือ จดทางหลวงจังหวัดสาย 1093
– ทิศใต้ จดสันเขา
– ทิศตะวันออก จดสันเขา / ชายแดนไทย – สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
– ทิศตะวันตก จดทางหลวงจังหวัดสาย 1093 ลักษณะภูมิประเทศ พื้นที่วนอุทยานเป็นยอดเขาสูงในเทือกเขาดอยผาหม่น ติดชายแดนไทย – สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,200 เมตร ถึง 1,628 เมตร จุดสูงสุดคือ บริเวณจุดชมวิว มีความลาดชันเฉลี่ยทั่วพื้นที่ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์

ลักษณะภูมิอากาศ อากาศบนภูเขาจะค่อนข้างเย็นแต่ฤดูกาลจะเป็นแบบมรสุมเมืองร้อน โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงฤดูฝน และลมตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงฤดูหนาว แบ่งเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึง พฤษภาคม ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึง ตุลาคม และฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึง กุมภาพันธ์

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม วนอุทยานภูชี้ฟ้า อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่อิงฝั่งขวาและป่าแม่งาว ท้องที่บ้านร่มฟ้าทอง หมู่ที่ 9 ต.ปอ อ.เวียงแก่น และบ้านร่มฟ้าไทย หมู่ 10 ต.ตับเต่า อ.เทิง จ.เชียงราย
โทร :081-8834510
โฮมเพจ : http://www.dnp.go.th/parkreserve/asp/style2/default.asp?npid=65&lg=1

%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87

ดอยแม่สลอง

ดอยแม่สลอง ห่างจากตัวเมืองเชียงราย 75 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.5 ชั่วโมง เป็นชื่อเรียกรวม ๆ ของชุมชนชาวจีนฮ่อแห่งกองพล 93 ที่ตั้งหลักแหล่งบนดอยแห่งนี้มานานกว่า 40 ปี ปัจจุบันชุมชนชาวจีนบนดอยแม่สลองมีชื่อว่า หมู่บ้านสันติคีรี ตั้งอยู่ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ย 1,200 ม. อากาศเย็นสบายตลอดปี รายได้หลักมาจากการปลูกชาอู่หลง บ้านสันติคีรีเป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีประชากรประมาณ 800 หลังคาเรือน มีทั้งวัด โบสถ์คริสต์ มัสยิด ระบบไฟฟ้า โทรศัพท์ และธนาคารทหารไทย ที่ให้บริการอย่างสมบูรณ์แบบ

ดอยแม่สลองเป็นยอดดอยหนึ่งในเทือกเขาแดนลาว อยู่ในเขต อ.แม่ฟ้าหลวง มีความสูงประมาณ 1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเล บนยอดดอยแห่งนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวให้ชมหลายแห่งด้วยกัน เช่น พระบรมเจดีย์ศรีนครินทราสถิตมหาสันติคีรี ตั้งอยู่เหนือหมู่บ้านไปตามถนนลาดยางประมาณ 4 กม. จะพบพระบรมธาตุสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2539 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จย่า ลักษณะเป็นสถาปัตยกรรม ทรงล้านนาประยุกต์บนฐานสี่เหลี่ยมลดชั้น สูง 20 เมตร ฐานกว้างด้านละ 15 เมตร คุณสามารถชมวิวหมู่บ้านสันติคีรีได้อย่างสวยงามด้วยความสูงกว่า 1500 เมตร จากระดับน้ำทะเล บริเวณนี้จึงเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามที่สุดของดอยแม่สลอง

ดอยแม่สลองเป็นชุมชนของอดีตทหารจีนกองพล 93 สังกัดพรรคก๊กมินตั๋งของนายพลเจียงไคเช็ค ทำการรบอยู่ทางตอนใต้ของจีนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในจีน เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์นำโดยเหมาเจ๋อตุง ยึดอำนาจสำเร็จ พรรคก๊กมินตั๋งจึงถอยร่นไปปักหลักที่เกาะไต้หวัน กองพล 93 กลายเป็นกองกำลังพลัดถิ่น ถูกกดดันอย่างหนักจนถอยร่นเข้ามาในเขตพม่า แต่ถูกฝ่ายพม่าผลักดัน เกิดการปะทะกันหลายครั้งจนต้องถอยร่นมาจนถึงเทือกดอยตุงชายแดนไทย

ฝ่ายพม่าได้ร้องเรียนไปยังสหประชาชาติเมื่อปี พ.ศ. 2496 และมีมติให้อพยพกองกำลังพลัดถิ่นไปยังประเทศไต้หวัน แต่ทหารสังกัดนายพลหลี่เหวินฝาน และนายพลต้วนซีเหวินราว3 หมื่นคน ทำเรื่องขอลี้ภัยในประเทศไทย เนื่องจากไม่แน่ใจในอนาคต เพราะไต้หวันเป็นเพียงเกาะเล็ก ๆ รัฐบาลไทยอนุญาตโดยจัดสรรให้ทหารของนายพลหลี่เหวินฝานไปอยู่ที่ถ้ำง้อบ อ. ฝาง จ. เชียงใหม่ ส่วนทหารสังกัดนายพลต้วนซีเหวิน15,000 คน อยู่บนดอยแม่สลอง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 เพื่อใช้เป็นกันชนกับชนกลุ่มน้อย ทำให้ดอยแม่สลองในยุคแรกเป็นดินแดนลี้ลับต้องห้าม มีปัญหายาเสพติดและกองกำลังติดอาวุธมาตลอด ทางการไทยได้พยายามแก้ปัญหา โอนกองกำลังเหล่านี้มาอยู่ในความดูแลของกองบัญชาการทหารสูงสุด

ดอยแม่สลอง มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ อนุสรณ์สถานชาวไทยเชื้อสายจีนอดีตทหารจีนคณะชาติ จัดแสดงประวัติศาสตร์ความเป็นมาต่าง ๆ เปิดทุกวันเวลา 08.00-17.00 น. ค่าเข้าชมคนไทย 30 บาท ต่างชาติ 50 บาท และในราวต้นเดือนมกราคม ดอกซากุระจะบานสะพรั่ง ชิมชารสดีและอาหารจีนยูนนาน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สลองนอก ต.แม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
โทร :053-765129

%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%aa%e0%b8%99

เมืองโบราณเชียงแสน

เชียงแสน เคยเป็นศูนย์กลางอาณาจักรล้านนาในยุคแรก ๆ และเป็นเมืองเก่าแก่มากแห่งหนึ่งในภาคเหนือ เดิมชื่อเวียงหิรัญนครเงินยาง แม้ปัจจุบันยังมีซากกำแพงเมืองโบราณ 2 ชั้น และโบราณสถานหลายแห่ง ปรากฏอยู่ในทั้งในและนอกตัวเมือง ภายในเขตกำแพงเมืองเก่าประกอบด้วยวัดร้างและโบราณสถานที่สร้างในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18-21 สลับกับบ้านเรือนชาวบ้าน การเที่ยวชมควรเริ่มต้นจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ใกล้กับประตูป่าสัก ติดกันเป็นวัดเจดีย์หลวง ฝั่งตรงข้ามจะเป็นศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยวเชียงแสน จากจุดนี้สามารถไปเที่ยวชมโบราณสถานต่าง ๆ ได้ในรัศมีไม่เกิน 1.5 กิโลเมตร

เมืองโบราณเชียงแสน จากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 59 กม. โดยแยกจากทางหลวง หมายเลข 110 ที่อำเภอแม่จันไปตามทางหลวงหมายเลข 1016 ประมาณ 31 กม.

เชียงแสน เคยเป็นศูนย์กลางอาณาจักรล้านนาในยุคแรก ๆ และเป็นเมืองเก่าแก่มากแห่งหนึ่งในภาคเหนือ เดิมชื่อเวียงหิรัญนครเงินยาง แม้ปัจจุบันยังมีซากกำแพงเมืองโบราณ 2 ชั้น และโบราณสถานหลายแห่ง ปรากฏอยู่ในทั้งในและนอกตัวเมือง ภายในเขตกำแพงเมืองเก่าประกอบด้วยวัดร้างและโบราณสถานที่สร้างในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18-21 สลับกับบ้านเรือนชาวบ้าน การเที่ยวชมควรเริ่มต้นจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ใกล้กับประตูป่าสัก ติดกันเป็นวัดเจดีย์หลวง ฝั่งตรงข้ามจะเป็นศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยวเชียงแสน จากจุดนี้สามารถไปเที่ยวชมโบราณสถานต่าง ๆ ได้ในรัศมีไม่เกิน 1.5 กิโลเมตร

อาณาเขต เมื่อแรกสร้าง มีพื้นที่ครอบคลุมบริเวณที่ราบลุ่มเชียงแสนทั้งหมด มีอาณาเขต
– ทิศเหนือติดต่อกับเมืองกายสามเท้า
– ทิศใต้ติดต่อกับเมืองเชียงราย ที่ตำบลแม่เติม
– ทิศตะวันออกติดต่อกับเมืองเชียงของที่ตำบลเชียงชี
– ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดต่อกับแดนฮ่อที่ตำบลเมืองหลวง และ
– ทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดต่อกับเมืองฝาง ที่กิ่วคอสุนัข หรือกิ่วสไต

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม องค์การบริหารส่วนตำบลเวียง ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย
โทร :053-650803 (อบต.เวียง)

%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a2

ตลาดแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก

ท่าขี้เหล็ก จังหวัดชายแดนของพม่า จำหน่ายสินค้านานาชนิด ประเภทอัญมณี พลอยสี ทับทิม หยก เครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพต่ำ ราคาถูกจากประเทศจีน อาหารทะเลแห้ง เหล้า บุหรี่ (ซึ่งมักเป็นของปลอม) เมื่อข้ามมาฝั่งท่าขี้เหล็กจะมีรถสามล้อเชิญชวนให้นั่งรถไปท่องเที่ยวเจดีย์ชเวดากองจำลอง ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปจากชายแดนประมาณ 2 กม. ลักษณะเป็นเจดีย์สีทองแบบพม่า สร้างจำลองมาจากเจดีย์ชเวดากองที่เมืองย่างกุ้ง ราคา 50-80 บาท นอกจากนี้ยังมีมอเตอร์ไซค์รับจ้างพาไปยังจุดต่าง ๆ เช่นตลาดพลอย 20 บาท แต่ควรตกลงราคาก่อนว่าเป็นราคาเที่ยวเดียว หรือราคาเหมา

อำเภอแม่สาย อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงราย 61 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 110 เป็นอำเภอเหนือสุดของประเทศไทย ติดกับจังหวัดท่าขี้เหล็กของประเทศพม่า โดยมีแม่น้ำแม่สายเป็นพรมแดน มีสะพานเชื่อมเมืองทั้งสองเข้าด้วยกัน ทั้งชาวไทยและชาวพม่าเดินทางไปมาหาสู่ค้าขายกันโดยเสรี นักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมเดินทางไปยังตลาดแม่สายและท่าขี้เหล็กของพม่า เพื่อซื้อสินค้าพื้นเมืองและสินค้าราคาถูก เช่น สบู่สุมนไพร เครื่องทองเหลือง ตะกร้า การข้ามไปท่าขี้เหล็ก นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทาง เขตประเทศพม่าได้ทุกวัน ระหว่างเวลา 06.30 – 18.00 น. โดยใช้บัตรประชาชน หรือบัตรอื่นๆ ที่ทางราชการออกให้ ค่าบริการคนละ 30 บาท ค่าผ่านแดนเข้าพม่า 10 บาท สินค้าที่ไม่อนุญาตให้ซื้อเข้าไทย ได้แก่ สินค้าจากซากสัตว์ป่า สุรา บุหรี่ต่างประเทศและซีดีลามกอนาจาร หากซื้อมาเพื่อการค้าต้องเสียภาษีนำเข้าให้ถูกต้องด้วย

ประวัติ ตลาดแม่สายเป็นตลาดการค้าชายแดนที่มีชื่อเสียงมานานหลายสิบปี เนื่องจากชาวพม่าและชนกลุ่มน้อยจะเข้ามาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ จากฝั่งไทยอย่างคึกคัก นักท่องเที่ยวสามารถเดินข้ามไปท่องเที่ยวท่าขี้เหล็กได้โดยไม่ต้องออกหนังสือผ่านแดน ภายหลังเกิดการรบพุ่งระหว่างรัฐบาลพม่ากับกองกำลังชนกลุ่มน้อย และกลายเป็นปัญหาขัดแย้งระหว่างสองประเทศ จึงมีการปิดด่านอยู่เนือง ๆ แต่ก็มีการเจรจาจนสถานการณ์คลี่คลายไปด้วยดี อย่างไรก็ตามปัญหาชนกลุ่มน้อย ยาเสพติด ทำให้การผ่านแดนต้องเป็นไปอย่างเข้มงวด คนไทยจึงต้องทำหนังสือผ่านแดนหากต้องการไปท่องเที่ยวที่ท่าขี้เหล็ก

แหล่งท่องเที่ยว

พระธาตุดอยเวา วัดพระธาตุดอยเวา ตั้งอยู่ที่ หมู่ 1 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (ตั้งอยู่บนดอยริมฝั่งแม่น้ำสาย)ตามประวัติกล่าวว่า พระองค์เวาหรือเว้าผู้ครองนครนาคพันธ์โยนกเป็นผู้สร้างเพื่อบรรจุพระเกศาธาตุองค์หนึ่งเมื่อ พ.ศ.364 นับเป็นพระบรมธาตุที่เก่าแก่องค์หนึ่งรองลงจากพระบรมธาตุดอยตุง บนพระธาตุดอยเวาได้จัดตกแต่งให้มีความร่มรื่นเป็นอันมาก มีหอชมทิวทัศน์ซึ่งสามารถชมทิวทัศน์ในตัวเมืองแม่สาย และจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนม่าร์ ได้อย่างชัดเจน

ถ้ำผาจม ถ้ำผาจม หรือ สำนักวิปัสสนาวัดถ้ำผาจม ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย อยู่ห่างจากอำเภอแม่สายไปทางทิศเหนือประมาณ 1.5 กิโลเมตร ถ้ำผาจมตั้งอยู่บนดอยอีกลูกหนึ่งทางทิศตะวันตกของดอยเวา ติดกับแม่น้ำสาย เคยเป็นสถานที่พระภิกษุสงฆ์นั่งบำเพ็ญเพียรภาวนา

ถ้ำปุ่ม-ถ้ำปลา-ถ้ำเสาหินพญานาค ถ้ำปุ่ม ถ้ำปลา ถ้ำเสาหินพญานาค ตั้งอยู่ที่ดอยจ้อง หมู่ 11 ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ห่างจากอำเภอแม่สายไปทางทิศใต้ตามทางหลวงหมายเลข 110 ประมาณ 12 กิโลเมตร มีทางแยกขวาเข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร ดอยจ้องเป็นภูเขาหินปูน จึงประกอบด้วย ถ้ำหอนงอก หินย้อย และทางน้ำไหลมากมาย ถ้ำปุ่มอยู่สูงขึ้นไปบนยอดเขา ต้องปีนขึ้นไป ภายในถ้ำมืดมากต้องมีผู้นำทางถ้ำปลา เป็นถ้ำหนึ่งที่มีน้ำไหลภายในถ้ำ เคยมีปลาชนิดต่างๆ ทั้งใหญ่น้อยว่ายออกมาให้เห็นเป็นประจำ ภายในถ้ำยังมีพระพุทธรูปศิลปะพม่า สร้างขึ้นโดยภิกษุชาวพม่า ประชาชนทั่วไปเรียกว่า “พระทรงเครื่อง” เป็นที่เลื่อมใสของประชาชนในแถบนี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย
โทร :053-731008-9