แผนที่สงขลา

ข้อมูลเบื้องต้น

แผนที่สงขลา เข้าดูแผนที่

นกน้ำเพลินตา สมิหลาเพลินใจ เมืองใหญ่สองทะเล เสน่ห์สะพานป๋า ศูนย์การค้าแดนใต้

จังหวัดสงขลาเป็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย เป็นเมืองท่าและเมืองชายทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาคมาตั้งแต่สมัยโบราณ และเป็นเมืองที่มีอารยธรรมเจริญรุ่งเรืองมาเป็นเวลานานหลายศตวรรษ จึงมีแหล่งโบราณสถานและโบราณวัตถุมากมาย อีกทั้งยังมีมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นจากบรรพบุรุษดั้งเดิม ทั้งขนบธรรมเนียม ประเพณี ภาษา และการละเล่นพื้นเมืองต่างๆ ที่น่าสนใจและน่าศึกษามากมายนอกจากนี้สงขลายังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ทั้งชายทะเล ทะเลสาบ ป่าไม้ น้ำตก และมีทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ทั้งบนบกและในน้ำ มีอำเภอหาดใหญ่เป็นศูนย์กลางการค้าและการคมนาคม เป็นที่ตั้งของสนามบินนานาชาติแห่งสำคัญของภูมิภาคและของประเทศ จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวมาเลเซีย มาเยี่ยมเยือนและท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากในแต่ละปี

จังหวัดสงขลามีเนื้อที่ประมาณ 7,393 ตารางกิโลเมตร หรือ 4,620,625 ไร่ เป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 26 ของประเทศ ลักษณะพื้นที่ทางทิศเหนือของจังหวัดส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม ทางทิศตะวันออกเป็นที่ราบริมทะเล ส่วนทางทิศใต้และทิศตะวันตกเป็นเขตภูเขาและที่ราบสูง โดยมีเทือกเขาสันกาลาคีรีเป็นพรมแดนธรรมชาติกั้นระหว่างสงขลาและรัฐเคดาห์ สหพันธรัฐมาเลเซียเมืองสงขลานี้เดิมมีชื่อที่คนไทยใช้เรียกกันว่า “เมืองสทิง” สันนิษฐานว่าชื่อเมือง “สงขลา” น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า “สิงหลา” ที่แปลว่าเมืองสิงห์ อันเป็นชื่อที่พ่อค้าชาวเปอร์เซียอินเดียใช้เรียกกันในอดีต เนื่องจากได้แล่นเรือผ่านเข้ามาในทะเลสาบสงขลา เห็นเกาะหนู-เกาะแมวจากระยะไกลๆ มีลักษณะคล้ายสิงห์ 2 ตัวหมอบเฝ้าปากทางเข้าเมือง จึงตั้งชื่อเมืองตามนั้น หรืออีกข้อสันนิษฐานหนึ่งกล่าวว่า คำว่า “สงขลา” นั้นมาจากคำว่า “สิงขร” ที่แปลว่า “ภูเขา” เนื่องจากเมืองสงขลาในยุคดั้งเดิมตั้งอยู่เชิงเขา เมื่อพ่อค้าชาวมลายูเดินทางเข้ามาค้าขาย ได้ออกเสียงเพี้ยนเป็น “เซ็งคอรา” และต่อมาเมื่อชาวตะวันตกเข้ามา ก็ออกเสียงชื่อเมืองเพี้ยนเป็น “ซิงกอรา” (Singora) จากนั้นจึงค่อยๆ เพี้ยนเป็นคำว่า “สงขลา” ดังปัจจุบันเมืองสงขลาเป็นชุมชนขนาดใหญ่มาตั้งแต่ในอดีต ตัวเมืองเดิมตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลสาบสงขลา ในบริเวณที่เป็นอำเภอสทิงพระในปัจจุบัน เป็นศูนย์กลางการปกครองของดินแดนรอบๆ ทะเลสาบสงขลาในช่วงระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12–19 มีรูปแบบวัฒนธรรมแบบศรีวิชัย มีการขุดคลองเชื่อมต่อระหว่างตัวเมืองกับทะเลสาบสงขลาและอ่าวไทย และทำการติดต่อค้าขายกับพ่อค้าชาวจีนในสมัยราชวงศ์ถัง (ประมาณ พ.ศ. 1201–1450) ต่อมาอาณาจักรศรีวิชัยได้เริ่มเสื่อมอำนาจลงเพราะการรุกรานจากชนชาติต่างๆ ทั้งพวกโจฬะ จากอาณาจักรตันเชอร์ทางภาคใต้ของอินเดีย พวกโจรสลัดมาเลย์ และชาวมุสลิมมลายู ที่อพยพมาจากหมู่เกาะต่างๆ ในประเทศอินโดนีเซีย โดยมีประเทศอังกฤษสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ชุมชนเมืองสทิงพระเก่าก็ได้อพยพโยกย้ายไปตั้งรกรากอยู่ในหลายพื้นที่ของดินแดนแถบนี้ เกิดเป็นเมืองต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาหลายร้อยปีในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยา เมืองสงขลาเป็นหนึ่งในเมืองประเทศราชจำนวน 16 หัวเมือง และในสมัยกรุงธนบุรี เมืองสงขลาเริ่มมีบทบาทสำคัญขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากการค้ากับประเทศจีนเจริญขึ้น มีคนจีนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองสงขลาเป็นจำนวนมาก ต่อมาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงแต่งตั้งหัวหน้าคนจีนขึ้นเป็นเจ้าเมือง เมืองสงขลาจึงถูกปกครองโดยเจ้าเมืองในตระกูล ณ สงขลา ติดต่อกันมาเป็นเวลานานถึง 126 ปี เจ้าเมืองชาวจีนเหล่านี้ได้วางพื้นฐานความเจริญด้านต่างๆ และพัฒนาเมืองสงขลาจากที่เป็นเมืองบริวารเล็กๆ ของนครศรีธรรมราช เจริญเติบโตจนกระทั่งกลายเป็นเมืองศูนย์การค้าขนาดใหญ่ และเป็นที่ตั้งที่ว่าการมณฑลนครศรีธรรมราชระหว่างปี พ.ศ. 2439–2476 ทำการค้าขายกับกรุงเทพมหานคร สิงคโปร์ และเมืองอื่นๆ อย่างเจริญรุ่งเรือง และมีการก่อสร้างศิลปวัตถุและศาสนสถานไว้มากมายบริเวณสองฝั่งปากทะเลสาบสงขลาปัจจุบันจังหวัดสงขลาแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 16 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสงขลา อำเภอระโนด อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอสทิงพระ อำเภอสิงหนคร อำเภอควนเนียง อำเภอรัตภูมิ อำเภอบางกล่ำ อำเภอหาดใหญ่ อำเภอนาหม่อม อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอสะเดา และอำเภอคลองหอยโข่ง

แผนที่กูเกิ้ล


รูปภาพ

 

สถานที่เที่ยว ยอดนิยม

แหลมสมิหลา

หาดสมิหลา สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่มีชื่อเสียงของสงขลา อยู่ในเขตเทศบาลเมือง หาดสมิหลามีโขดหินขนาดย่อมยื่นลงทะเล หาดทรายขาวละเอียดมากที่เรียกว่า “ทรายแก้ว” มีป่าสนร่มรื่น จากหาดสมิหลาสามารถมองเห็นทิวทัศน์อันงดงามของ เกาะหนูเกาะแมว จนมีคำกล่าวว่าใครมาเยือนสงขลาแล้วไม่มาเยือนสมิหลาก็เหมือนมาไม่ถึงสงขลา มีสัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงรูปปั้น นางเงือกทอง โดยรอบบริเวณได้จัดสวนหย่อมไว้ดูร่มรื่นเหมาะเป็นที่นั่งพักผ่อนยามเย็น เมี่อมองออกไปในทะเลจะเห็น เกาะหนู เกาะแมวอันเป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่ง หาดสมิหลาเป็นชายหาดที่มีบรรยากาศสงบ เหมาะสำหรับมาพักผ่อนชมวิว มีชายหาดต่อเนื่อง กัน เรียกว่าแหลมสนอ่อน อยู่เลยหาดสมิหลาไปทางตะวันตก ช่วงของแหลมสนอ่อนจะยาวไปจนถึงสันเขื่อนในทะเล

หาดสมิหลา สามารถสัญจรไปมาได้สะดวก ทั้งรถส่วนตัวและรถโดยสารขนาดเล็ก ตั้งอยู่ไม่ห่างไกลจากอำเภอหาดใหญ่มากนัก (ประมาณ 30 กิโลเมตร) มีโรงแรมที่พักตั้งอยู่ที่บริเวณแหลมสมิหลา และบริเวณใกล้เคียงมากมาย มีร้านจำหน่ายอาหารเครื่องดื่ม และของที่ระลึก มีกิจกรรมทางน้ำมากมาย บานาน่าโบ๊ต เจ็ตสกี แล่นเรือใบนอกจากนี้ยังสามารถลง เล่นน้ำทะเลได้สะดวกเพราะ เป็นชายหาดที่ไม่ลาดชัน และจะมียามรักษาการณ์จากเทศบาลเมืองสงขลาคอยดูแลรักษาความปลอดภัย

นิยายนางเงือกทอง
นางเงือกทอง เป็นเรื่องในนิยายปรัมปราของไทยโบราณ ซึ่งขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธ์) เป็นผู้เล่าไว้ ในวันดีคืนดี นางเงือกจะมานั่งหวีผมบนชายหาดด้วยหวีทองคำ กระทั่งวันหนึ่ง มีชายชาวประมงเดินผ่านมาทำให้นางเงือกตกใจ รีบหนี ลงทะเล ไปโดยลืมหวีทองคำไว้ ชาวประมงเห็นดังนั้น ก็เก็บหวีทองคำไว้และเฝ้าคอยนางเงือกที่หาดนั้นเสมอ แต่นางเงือกก็ไม่เคยปรากฏ กายให้เห็นอีกเลย สำหรับ “นางเงือกทอง” ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2509 ในท่านั่งหวีผม หล่อขึ้นด้วยบรอนซ์รมดำ โดยฝีมือการออก แบบ ปั้น และหล่อ โดยอาจารย์จิตร บัวบุศย์ ด้วยเงิน 60,000 บาท(ในสมัยนั้น) โดยใช้เงินจากงบประมาณของเทศบาลสงขลา

ตำนานเกาะหนู เกาะแมว
มีพ่อค้าชาวจีนผู้หนึ่งคุมเรือสำเภาเดินทางมาค้าขายระหว่างจีนกับสงขลาเป็นประจำ วันหนึ่งพ่อค้าผู้นี้ได้ซื้อหมากับแมว ลงเรือไป เมืองจีนด้วย หมากับแมวอยู่บนเรือนานๆเกิดความเบื่อหน่ายจึงปรึกษาหาวิธีการที่จะกลับบ้าน หมากับแมวได้ทราบว่าพ่อค้ามีดวงแก้ว วิเศษที่ ทำให้ไม่จมน้ำ แมวจึงคิดอุบายโดยให้หนูไปขโมยแก้ววิเศษของพ่อค้ามา และหนูขอหนีขึ้นฝั่งไปด้วย ทั้งสามว่ายน้ำหนีลง จากเรือโดยที่หนูอมดวงแก้วเอาไว้ในปาก ขณะนั้นหนูนึกขึ้นได้ว่าถ้าถึงฝั่ง หมากับแมวคงจะแย่งเอาดวงแก้วไปจึงคิดที่จะหนี ฝ่ายแมวซึ่งว่ายตามหลังมาก็คิดเช่นกัน จึงว่ายน้ำรี่ไปหาหนู หนูตกใจว่ายน้ำหนีไม่ทันระวังตัว ดวงแก้ววิเศษที่อมไว้จึงตกลงจม หายไปในน้ำ หนูและแมวต่างก็หมดแรงจมน้ำตายกลายเป็นเกาะหนูเกาะแมวอยู่ที่อ่าวหน้าเมือง ส่วนหมาตะเกียกตะกายว่ายน้ำไป จนถึงฝั่งและสิ้นใจตายด้วยความเหน็ดเหนื่อยกลายเป็นหินบริเวณเขาตังกวนอยู่ริมอ่าวสงขลา ดวงแก้ววิเศษที่หล่นจากปากหนูแตก ละเอียดกลายเป็นหาดทรายแก้วอยู่ทางด้านเหนือของแหลมสน

ทะเลสาบสงขลา

ทะเลสาบสงขลา หรือ ทะเลสาบพัทลุง (ชื่อที่เรียกในเขตจังหวัดพัทลุง) เป็นทะเลสาบแห่งเดียวในประเทศไทยที่อยู่ติดกันถึง 3 จังหวัด มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 1,000 ตารางกิโลเมตร ได้แก่ จังหวัดพัทลุง ในเขตอำเภอเมืองพัทลุง อำเภอปากพะยูน อำเภอบางแก้ว อำเภอเขาชัยสนและอำเภอควนขนุน, จังหวัดสงขลา ในเขตอำเภอระโนด อำเภอสทิงพระ อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอสิงหนคร อำเภอเมืองสงขลา อำเภอควนเนียง อำเภอหาดใหญ่ และอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช
ทะเลสาบสงขลามีเกาะอยู่-หลายเกาะที่สำคัญได้แก่ เกาะสี่ เกาะห้า เกาะหมาก (ตำบลเกาะหมาก) เกาะนางคำ (ตำบลเกาะนางคำ) และเกาะยอ (ตำบลเกาะยอ) มีสภาพทางนิเวศวิทยาที่หลากหลายเนื่องจากเป็นที่ไหลรวมจากต้นน้ำลำคลองเล็ก ๆมากมายและยังมีทางออกสู่ทะเลอ่าวไทย ปริมาณและสภาพน้ำในทะเลสาบขึ้นอยู่กับน้ำจืดที่ไหลลงมาและน้ำเค็มจากทะเลหนุนเข้า มาซึ่งในฤดูน้ำหลากประมาณ เดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคมจะมีน้ำจืดไหลลงสู่ทะเลสาบจำนวนมากจึงไปผลักดันน้ำเค็มออกสู่อ่าวไทย ในช่วงนี้น้ำในทะเลสาบ จะขุ่น และเป็นน้ำจืดแต่เมื่อถึงฤดูแล้งปริมาณน้ำจืดที่ไหลลงสู่ทะเลสาบจะมีน้อยน้ำเค็มจะไหลเข้ามาแทนที่ในช่วงนี้ น้ำในทะเลสาบ จะกร่อยจึงเป็นทะเลสาบที่มีลักษณะของน้ำในทะเลสาบถึง 3 น้ำ คือ น้ำจืด, น้ำกร่อย และน้ำเค็ม มีแม่น้ำและคลองหลาย สายที่ ไหลเข้าสู่ทะเลสาบแห่งนี้
โดยน้ำในทะเลสาบสงขลาได้รับน้ำจากเทือกเขาบรรทัดและเทือกเขาสันกาลาคีรีจากอำเภอสะเดา ทั้งหมดไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา ลุ่มน้ำในแถบนี้เรียกว่า “ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา” แบ่งออกได้เป็น4ตอนใหญ่ ๆ ได้ดังนี้ 1.ทะเลน้อย
อยู่ตอนบนสุดมีพื้นที่ประมาณ28ตารางกิโลเมตร ความลึกเฉลี่ยประมาณ1.5เมตรเป็นทะเลสาบน้ำจืดโดยแยกส่วนกับทะเลสาบโดย มีคลองนางเรียมเชื่อมต่อระหว่างทะเลน้อยกับทะเลหลวงทะเลน้อยเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีพืชน้ำนานา ชนิดขึ้นอยู่ โดยรอบ มีป่าพรุขนาดใหญ่มีวัชพืชพวกผักตบชวา กกจูดและยังเป็นแหล่งของนกน้ำนานาพันธุ์ทั้งที่ประจำถิ่น และที่อพยพมาจาก แหล่งอื่น

เกาะยอ

เกาะยอ เป็นเกาะเพียงเกาะเดียวในทะเลสาบสงขลาตอนล่าง อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอเมืองสงขลา มีฐานะเป็นตำบลหนึ่งในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสงขลา มีพื้นที่ 15 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 4,000 คน แบ่งเป็น 9 หมู่บ้าน มีองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะยอเป็นหน่วยงานบริหารราชการส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่ในการพัฒนาตำบลในด้านต่าง ๆ การเดินทางมายังเกาะยอมีสะพานติณสูลานนท์ 2 ช่วง
เชื่อมเกาะยอกับฝั่ง อ. เมืองสงขลา และ อ.สิงหนครภายในเกาะยอมีถนนราดยางรอบเกาะยอ พื้นที่ส่วนใหญ่ในเกาะยอเป็นภูเขาไม่สูงนัก มีที่ราบเชิงเขาติดทะเล และมีที่ราบกว้างทางตอนใต้ของเกาะยอ
เกาะยอมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 9,275 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นไหล่เขาและที่ราบตามเชิงเขา เหมาะแก่การเกษตรกรรม บนเกาะยอ มีการทำสวนผลไม้แบบสุมรุม หมายถึงผลไม้จะผลัดกันให้ผลผลิตตลอดปี เช่น ส้มโอ มะพร้าว ขนุน ผลไม้ที่มีชื่อของเกาะยอคือ จำปาดะ ลักษณะคล้ายขนุนแต่ลูกเล็กกว่า สามารถนำไปทอดเหมือนกล้วยแขก หรือจะกินสดก็ได้ และผ้าทอเกาะยอ เป็นผ้าพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมจากผู้นิยมสวมใส่ผ้าไทย มีลายที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น ลายราชวัตถ์ ดอกพิกุล ดอกพะยอม เนื้อผ้าดูแลรักษาง่าย นอกจากนั้นเกาะยอยังเป็นแหล่งเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังในทะเลสาบสงขลาอีกด้วย
ชาวเกาะยอส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ทำสวนผลไม้ อาชีพประมงและอาชีพทอผ้าพื้นเมือง
เกาะยอมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อีกทั้งชุมชนเกาะยอยังมีประเพณีวัฒนธรรมเก่าแก่สืบทอดกันมานาน เช่น ประเพณีแห่หมรับเรือนสิบและประเพณีขึ้นเขากุฏซึ่งถือเป็นทุนทางสังที่ทำให้ชุมชนเกาะยอเป็นชุมชนที่เข้มแข็งน่าอยู่
แนวทางในการพัฒนาตำบลของชาวเกาะยอดำเนินไปตามวิสัยทัศน์ในการพัฒนาตำบลที่ชาวเกาะยอช่วยกันกำหนดในปี 1540 ซึ่งคลี่คลายกลายเป็นกิจกรรมการดำเนินการพัฒนาตำบลในรูปแบบต่าง ๆ เช่นการฟื้นฟูประเพณีวัฒนธรรมเก่าแก่ เช่น ประเพณีลอยแพโดยสภาพวัฒนธรรมตำบลเกาะยอ การสืบสารหัตถกรรมผ้าทอเกาะยอ โดยกลุ่มราชวัตถ์ฯ การสร้างสวนสมุนไพรและการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นโดยวัดท้ายยอ และที่สำคัญคือการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เพื่อชุมชนเกาะยอได้ทดลองในเส้นทางสายวัฒนธรรม
และพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวเกษตรเกาะยอในปัจจุบัน ซึ่งการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ถือเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาตำบลให้น่าอยู่อย่างยั่งยืนตลอด

พิพิธภัณฑ์พธำมรงค์ (พะธำมะรง)

หรือ บ้านของตระกูลติณสูลานนท์ ตั้งอยู่ที่เลขที่ 1อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลาถนนจะนะใกล้กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลาซึ่งเป็นสถานที่ตั้งบ้านพักเดิมของรองอำมาตย์โทขุนวินิจทัณฑกรรม (บึ้งติณสูลานนท์) บิดาของฯพณฯพลเอกเปรมติณสูลานนท์จัดสร้างขึ้นโดยกรมราชทัณฑ์ในสมัยของนายสนิท รุจิณรงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ในขณะนั้น ทำการก่อสร้างเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2530 บนเนื้อที่143.5 ตารางวา งบประมาณ 736,039.26 บาท
พิพิธภัณฑ์ฯเป็นสถาปัตยกรรมแบบเรือนไทยที่สร้างขึ้นเพื่อจำลองสถานที่เกิดของฯพณฯพลเอกเปรมติณสูลานนท์อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษซึ่งเป็นชาวจังหวัดสงขลาจากคำบอกเล่าความทรงจำในอดีตสมัยที่บิดาของท่านดำรงตำแหน่งพัสดีเรือนจำสงขลา “พะทำมะรง” เป็นตำแหน่งเก่าของข้าราชการกรมราชทัณฑ์ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีควบคู่กับตำแหน่งพัสดีปรากฎหลักฐานอยู่ในกฎหมายตราสามดวงและอัยการลักษณะต่างๆตำแหน่งพะทำมะรงได้ใช้ติดต่อกันมาตลอดจนได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติราชทัณฑ์พ.ศ. 2479 ตำแหน่งพะทำมะรงจึงได้ถูกยกเลิกไป
พิพิธภัณฑ์พธำมรงค์ จังหวัดสงขลา เป็นพิพิธภัณฑสถานที่จำลองรูปแบบบ้านพัก เดิมของรองอำมาตย์โทขุนวินิจทัณฑกรรม ในขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งพระทำมะรงพิเศษ เมืองสงขลา จากความทรงจำของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ตัวพิพิธภัณฑ์เป็นเรือนไม้ยกพื้นชั้นเดียว หลังคาทรงปั้นหยา 2 หลังคู่ มีชานเปิดโล่งเชื่อมถึงกัน ภายในมีการจัดแสดงข้างของเครื่องใช้ของครอบครัวติณสูลานนท์ในอดีต และประวัติสกุลวงศ์ ปัจจุบันเทศบาลนครสงขลาเป็นผู้รับผิดชอบดูแลและพัฒนาให้เป็นศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยว
อนึ่งที่มาของตระกูล “ติณสูลานนท์” นี้ได้รับพระราชทานมาจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ปีพ.ศ. 2462 เพื่อ ให้ปวงชนชาวไทยได้มีนามสกุลเพื่อเป็นหลักในการสืบเชื้อสาย เป็นธงชัยแห่งครอบครัว และให้ผู้สืบสกุลได้ตั้งมั่นในคุณงามความดี โดยการรักษา ชื่อเสียงเกียรติยศของบรรพบุรุษผู้เป็นต้นตระกูล ให้มีความเจริญรุ่งเรืองมั่นคงสืบไป
คำว่า ติณสูลานนท์ มีความหมาย ดังนี้
“ติณ “แปลว่า “หญ้า””สูลา” แปลว่า “คม ยอด “”นนท์ ” แปลว่า “ความพอใจ”
เมื่อรวมกันเข้าเป็นคำว่า “ติณสูลานนท์” แล้วจะแปลว่า “ความยินดีในหญ้าที่มีคม”

สวนสัตว์สงขลา

สวนสัตว์สงขลาเป็นสวนสัตว์แห่งแรกของภาคใต้ ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาและโอบล้อมด้วยทะเลสาบสงขลา บริเวณเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลาได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 ตุลาม พ.ศ. 2541 ซึ่งปัจจุบันมีสัตว์ต่างๆให้ประชาชนชาวจังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียงได้ชม เช่น สมเสร็จ กระจง อูฐ ลามา ยีราฟ หมี เสือ ลิง ชะนี กวาง ละมั่ง เก้ง นกสวยงาม เช่น นกแก้ว นกมาร์คอว์ นกคาสโชวารี นกฟลามิงโกและสัตว์อื่นๆ อีกมากมาย
สิ่งที่น่าสนใจ
มีสัตว์มากมายหลายชนิด ทั้งที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศและต่างประเทศ เช่น อูฐ นกชนิดต่างๆ วัวแดง เสือ จระเข้ เป็นต้น นอกเหนือจากสัตว์ป่าชนิดต่างๆ อันควรค่าแก่การศึกษา สวนสัตว์สงขลายังมีจุดเด่นที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดคือ จุดชมวิวซึ่งสามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองสงขลา บริเวณนั้นมีร้านอาหารไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ มีรูปปั้นไดโนเสาร์และมนุษย์ดึกดำบรรพ์และสัตว์ป่าที่หายากจัดแสดงไว้ให้
ท่านได้ชมอีกด้วย
1. ส่วนจัดแสดงสัตว์เท้ากีบ
จัดแสดงสัตว์หลากหลายชนิดได้แก่ กวางชนิดต่างๆ เช่น กวางดาว ละมั่ง (ละอง) กวางป่า เก้งแดง เก้งหม้อ กระจง เลียงผา วัวแดง กระทิงและในโซนนี้ได้จัดแสดงสัตว์ที่มีน้ำหนักตัวมากๆ ไว้ด้วย คือ สถานที่จัดแสดงช้าง และสถานที่จัดแสดงฮิปโปโปเตมัส
2. ส่วนจัดแสดงสัตว์ปีก
จัดแสดงสัตว์ปีกทั้งในและต่างประเทศตระกูลนกแก้ว นกมาคอว์ นกน้ำ นกเงือกไก่ฟ้าและนกสวยงามหลากหลายชนิดที่หาดูได้ยาก สำหรับนกเงือกนั้นในเมืองไทยมีสายพันธุ์อยู่ 13 ชนิด ที่สวนสัตว์สงขลามีจัดแสดงอยู่ 6 ชนิด
3. ศูนย์เสือ
ประกอบด้วยเสือชนิดต่างๆ เช่น เสือโคร่งพันธุ์เบงกอล เสือโคร่งพันธุ์อินโดจีน เสือจากัวร์ดำ เสือดาว เสือลายเมฆ และสัตว์ตระกูลเสืออีกหลายๆ ชนิด ที่หาดูได้ยาก จากศูนย์เสือขึ้นไปประมาณ 100 เมตร เป็นสถานที่จัดแสดงหมี
4. ส่วนจัดแสดงสัตว์ประเภทลิง
จัดแสดงลิงชิมแพนซี ลิงอุรังอุตัง ลิงไทยชนิดต่างๆ ค่าง ชะนีฯลฯ ปลพได้จัดแสดงสถานที่ไว้ให้มีความเหมาะสมกับสัตว์แต่ละประเภทและใกล้เคียงกับที่อยู่ของสัตว์ในธรรมชาติมากที่สุด
5. ส่วนจัดแสดงและขยายพันธุ์สมเสร็จ
จัดขึ้นตามนโยบายขององค์การสวนสัตว์ ได้ให้สวนสัตว์สงขลาเป็นสถานที่อนุรักษ์และขยายพันธุ์สัตว์ป่าที่มีถิ่น กำเนิดในภาคใต้ โดยเฉพาะสัตว์ป่าสงวนของไทยมีทั้งหมด 15 ชนิด ขณะนี้ สวนสัตว์สงขลามีสัตว์ป่าสงวนของไทยจำนวน 4 ชนิด ด้วยกัน คือ ละมั่ง (ละอง) เลียงผา เก้งหม้อ และสมเสร็จ
รอบเวลาเข้าชมการแสดงโชว์
การแสดงวิถีชีวิตสัตว์ป่า
วันจันทร์-ศุกร์2 รอบต่อวัน เวลา 10:30 และ 13:30 นาฬิกา
วันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์3 รอบต่อวัน เวลา 10:30 13:30 และ 15:30 นาฬิกา
การแสดงความสามารถของแมวน้ำ
วันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์2 รอบต่อวัน 11:30 และ 14:30 นาฬิกา
นอกเหนือจากสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ อันควรค่าแก่การศึกษา สวนสัตว์สงขลายังมีสวนน้ำขนาดใหญ่บนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ สามารถชมวิวจังหวัดสงขลาได้แบบพานอรามา ภายในสวนน้ำมีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ สไลเดอร์ อ่างน้ำวน บริเวณสวนน้ำยังมีร้านอาหารไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว สวนน้ำเปิดทุกวันเวลา 10.30-17.30 น.
สวนสัตว์สงขลาเปิดให้เข้าชมทุกวัน ระหว่างเวลา 08.30-17.30 น. ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 70 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 0 7433 6038-40 หรือดูเว็บไซต์ www.zoothailand.org
สถานที่ตั้ง
เลขที่ 189 ถนนสงขลา-นาทวี ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา
การเดินทาง
จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 ผ่านจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร แล้วเข้าทางหลวงหมายเลข 41 ผ่านจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ถึงอำเภอหาดใหญ่ หรือเข้าอำเภอเมืองไปอีกประมาณ 30 กิโลเมตร

ที่พัก